บริการของบริษัท รปภ. ที่ดีควรมีอะไรบ้าง? 6 สิ่งที่ผู้ว่าจ้างควรได้รับ

บริการของบริษัท รปภ. ที่ดีควรมีอะไรบ้าง? 6 สิ่งที่ผู้ว่าจ้างควรได้รับ

บริการของบริษัท รปภ. ที่ดีไม่ควรมีเพียงการส่งเจ้าหน้าที่มาประจำจุด แต่ควรครอบคลุมการจัดกำลังทดแทน การควบคุมคุณภาพ การฝึกอบรม การรับและแก้ไขปัญหา ระบบรายงาน ตลอดจนการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพราะองค์ประกอบเหล่านี้มีผลต่อความต่อเนื่องและความคุ้มค่าของบริการในระยะยาว

องค์กรที่กำลังเปรียบเทียบผู้ให้บริการจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวน รปภ. หรือค่าบริการรายเดือน แต่ควรถามต่อว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ขาดงานใครมาทดแทน ใครควบคุมการปฏิบัติงาน หากเกิดปัญหาต้องประสานกับใคร และมีระบบตรวจสอบคุณภาพหลังเริ่มบริการอย่างไร

การพิจารณา บริษัท รปภ. Number1 Security Guard หรือผู้ให้บริการรายอื่นจึงควรดูทั้งคุณภาพของบุคลากรและระบบสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ควบคู่กัน

บริการของบริษัท รปภ.

ทำไมความคุ้มค่าของบริการ รปภ. ไม่ควรวัดจากราคาอย่างเดียว?

ราคามีความสำคัญต่อการตัดสินใจ แต่ข้อเสนอที่ราคาต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มค่ากว่าเสมอ เพราะรายละเอียดของบริการแต่ละบริษัทอาจแตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น บริษัทหนึ่งอาจเสนอเฉพาะเจ้าหน้าที่ประจำจุด ขณะที่อีกบริษัทมีทั้งผู้ควบคุมงาน สายตรวจ ระบบจัดกำลังสำรอง การฝึกอบรม และช่องทางรับเรื่องเมื่อเกิดปัญหา หากเปรียบเทียบจากราคาสุดท้ายเพียงตัวเลขเดียว จึงอาจมองไม่เห็นความแตกต่างของสิ่งที่องค์กรได้รับจริง

ความคุ้มค่าของ บริการรักษาความปลอดภัย จึงควรดูอย่างน้อย 3 ด้านร่วมกัน ได้แก่

  • บุคลากรมีคุณสมบัติเหมาะกับงานหรือไม่
  • มีระบบบริหารและควบคุมการปฏิบัติงานหรือไม่
  • เมื่อเกิดปัญหา ผู้ให้บริการสามารถแก้ไขและรักษาความต่อเนื่องของงานได้หรือไม่

เมื่อพิจารณาครบทั้งสามด้าน องค์กรจะเปรียบเทียบผู้ให้บริการได้จากคุณค่าของบริการมากกว่าการตัดสินจากราคาเพียงอย่างเดียว

6 บริการที่ผู้ว่าจ้างควรได้รับจากบริษัท รปภ.

1. มีระบบจัดเจ้าหน้าที่ทดแทนเมื่อกำลังขาด

งานรักษาความปลอดภัยหลายจุดต้องมีเจ้าหน้าที่ตามช่วงเวลาและจำนวนที่กำหนด หากพนักงานประจำลาป่วย ขาดงาน หรือติดเหตุฉุกเฉิน จุดรักษาการณ์ไม่ควรถูกปล่อยว่างโดยไม่มีแผนรองรับ

บริษัท รปภ. จึงควรมีขั้นตอนจัดกำลังสำรองหรือกำลังทดแทน พร้อมระบุวิธีประสานงานเมื่อพบการขาดกำลัง

ผู้ว่าจ้างควรถามตั้งแต่ก่อนเริ่มสัญญาว่า

  • หากเจ้าหน้าที่ขาดงานต้องแจ้งใคร
  • บริษัทมีเจ้าหน้าที่สำรองหรือไม่
  • ใครรับผิดชอบการจัดกำลังทดแทน
  • มีขั้นตอนแจ้งผู้ว่าจ้างอย่างไร
  • กรณีไม่สามารถจัดกำลังได้ มีวิธีดำเนินการอย่างไร

รายละเอียดเหล่านี้ควรกำหนดให้ชัดตามข้อตกลงของแต่ละหน่วยงาน ไม่ควรอาศัยเพียงคำรับรองทั่วไปว่า “มีคนทดแทนตลอดเวลา”

การตรวจ มาตรฐานการให้บริการรักษาความปลอดภัย จึงช่วยให้เห็นภาพว่าผู้ให้บริการมีระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดอย่างไร

2. มีระบบรับเรื่องและแก้ไขเมื่อเจ้าหน้าที่มีปัญหา

การทำงานของพนักงานรักษาความปลอดภัยเกี่ยวข้องกับบุคคลโดยตรง จึงอาจมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่เหมาะกับหน่วยงาน ปฏิบัติงานไม่ตรงตามข้อกำหนด หรือได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ว่าจ้าง

บริการของบริษัท รปภ. ที่ดีจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การส่งคนเข้าทำงาน แต่ต้องมีระบบรับเรื่อง ตรวจสอบสาเหตุ และดำเนินการแก้ไข

ตัวอย่างกระบวนการที่ควรมี ได้แก่

  1. รับแจ้งปัญหาจากผู้ว่าจ้าง
  2. ตรวจสอบข้อเท็จจริง
  3. แจ้งผู้ควบคุมหรือฝ่ายปฏิบัติการ
  4. กำหนดแนวทางแก้ไข
  5. เปลี่ยนหรือพัฒนาเจ้าหน้าที่เมื่อจำเป็น
  6. ติดตามผลหลังดำเนินการ

วิธีนี้แตกต่างจากการเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ทันทีทุกครั้งที่มีข้อร้องเรียน เพราะบางปัญหาอาจเกิดจากคำสั่งปฏิบัติงานไม่ชัด หรือความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ว่าจ้างไม่ตรงกัน การตรวจสอบสาเหตุก่อนจึงช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า

3. มีหัวหน้างานหรือสายตรวจควบคุมคุณภาพ

ผู้ว่าจ้างไม่ได้จ่ายค่าบริการเพื่อให้มี “คนยืนประจำจุด” เพียงอย่างเดียว แต่ควรได้รับระบบบริหารที่ช่วยควบคุมว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่หรือไม่

หัวหน้างานหรือสายตรวจอาจมีบทบาทในการ

  • ตรวจเยี่ยมหน่วยงาน
  • ตรวจความเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่
  • ตรวจบันทึกหรือรายงานการปฏิบัติงาน
  • รับปัญหาจากผู้ว่าจ้าง
  • ประสานกำลังทดแทน
  • ติดตามข้อร้องเรียน
  • รายงานปัญหากลับฝ่ายปฏิบัติการ

ระบบลักษณะนี้มีความสำคัญเพราะเจ้าหน้าที่ประจำจุดไม่ควรต้องแก้ปัญหาทุกเรื่องด้วยตนเอง ผู้ว่าจ้างควรทราบด้วยว่า หากเกิดเหตุที่เกินขอบเขตของ รปภ. จะต้องประสานผู้รับผิดชอบระดับใดต่อ

ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือก บริษัทรักษาความปลอดภัย ควรสอบถามโครงสร้างการควบคุมงานให้ชัด ไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวนพนักงานที่บริษัทสามารถจัดส่งได้

4. มีการฝึกอบรมก่อนและระหว่างการปฏิบัติงาน

คุณภาพของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เพียงอย่างเดียว เพราะพื้นที่แต่ละประเภทมีหน้าที่และความเสี่ยงต่างกัน รปภ. ที่ทำงานในโรงงานอาจต้องให้ความสำคัญกับรถขนส่งและการนำทรัพย์สินออก ขณะที่อาคารสำนักงานอาจเน้นผู้มาติดต่อและระบบ Access Control

การฝึกอบรมจึงควรมีทั้งความรู้พื้นฐานและการเตรียมความพร้อมตามลักษณะหน่วยงาน เช่น

  • หน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่
  • การควบคุมบุคคลเข้า-ออก
  • การตรวจพื้นที่
  • การเขียนรายงาน
  • การสังเกตเหตุผิดปกติ
  • การสื่อสารและประสานงาน
  • ข้อปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • กฎเฉพาะของสถานที่

ผู้ว่าจ้างสามารถตรวจ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ รปภ. เพื่อใช้ประกอบการประเมินว่าบริษัทมีระบบเตรียมบุคลากรก่อนส่งลงปฏิบัติงานอย่างไร

การฝึกอบรมยังไม่ควรจบลงในวันแรก เพราะเมื่อหน้าที่ พื้นที่ หรือความเสี่ยงเปลี่ยน ผู้ให้บริการควรสามารถทบทวนหรือเพิ่มเติมความรู้ให้เจ้าหน้าที่ได้ตามความเหมาะสม

5. มีระบบบันทึก รายงาน และประสานเหตุ

งานรักษาความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้ควรมีข้อมูลมากกว่าการบอกว่า “เหตุการณ์ปกติ”

รูปแบบการรายงานอาจแตกต่างกันตามสถานที่ แต่ควรกำหนดให้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ต้องบันทึกอะไร และเหตุแบบใดต้องรายงานทันที

ตัวอย่างข้อมูลที่อาจใช้ ได้แก่

  • เวลาเข้า-ออกของบุคคลหรือรถตามที่กำหนด
  • การส่งมอบหน้าที่ระหว่างกะ
  • รอบการตรวจพื้นที่
  • สิ่งผิดปกติที่พบ
  • เหตุการณ์สำคัญ
  • การแจ้งผู้รับผิดชอบ
  • ผลการดำเนินการหลังเกิดเหตุ

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ว่าจ้างและบริษัทตรวจสอบย้อนหลังได้ หากพบปัญหาในภายหลัง

ระบบรายงานยังช่วยแยกความรับผิดชอบได้ชัดว่า เจ้าหน้าที่พบเหตุเมื่อใด แจ้งใคร และมีการดำเนินการอย่างไรต่อ ไม่ต้องอาศัยความทรงจำของบุคคลเพียงอย่างเดียว

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการดูว่าผู้ให้บริการมีประสบการณ์ดูแลสถานที่ประเภทใด สามารถตรวจ ผลงานการให้บริการรักษาความปลอดภัย ร่วมกับรายละเอียดระบบบริหารก่อนตัดสินใจได้

6. ขอบเขตงานและความรับผิดชอบต้องกำหนดชัดเจน

หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดของ บริการของบริษัท รปภ. คือการทำให้ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้ให้บริการเข้าใจตรงกันว่าเจ้าหน้าที่ต้องทำอะไร และอะไรอยู่นอกเหนือขอบเขตงาน

ก่อนเริ่มบริการควรตกลงรายละเอียด เช่น

  • จำนวนเจ้าหน้าที่
  • วันและเวลาปฏิบัติงาน
  • จุดประจำ
  • รอบการเดินตรวจ
  • วิธีควบคุมบุคคลและรถ
  • รูปแบบการรายงาน
  • ผู้ประสานงานของแต่ละฝ่าย
  • วิธีจัดการเมื่อกำลังขาด
  • ขั้นตอนเมื่อเกิดเหตุ
  • เงื่อนไขเกี่ยวกับความรับผิดชอบและความเสียหาย

โดยเฉพาะเรื่องความเสียหาย ไม่ควรสรุปเพียงว่าบริษัท “รับประกันทุกกรณี” แต่ต้องตรวจรายละเอียดในสัญญาว่าเหตุประเภทใดอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ มีข้อยกเว้นอะไร และมีกระบวนการตรวจสอบอย่างไร

ความชัดเจนตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหาที่ผู้ว่าจ้างคาดหวังให้เจ้าหน้าที่ทำงานบางอย่าง แต่ไม่ได้ระบุไว้ในขอบเขตบริการ

บริการ รปภ. แบบไหนจึงถือว่าคุ้มค่ากับองค์กร?

ความคุ้มค่าไม่ได้หมายถึงการได้จำนวนพนักงานมากที่สุดในราคาต่ำที่สุด แต่หมายถึงการได้รับระบบที่เหมาะกับความเสี่ยงของพื้นที่และสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

องค์กรสามารถใช้คำถามต่อไปนี้ประกอบการประเมินได้

ประเด็น สิ่งที่ควรตรวจ
กำลังพล เจ้าหน้าที่ครบตามจำนวนและมีระบบทดแทนหรือไม่
บุคลากร มีการคัดเลือกและฝึกอบรมหรือไม่
การควบคุม มีหัวหน้างานหรือสายตรวจติดตามหรือไม่
การแก้ปัญหา มีช่องทางรับเรื่องและกำหนดผู้รับผิดชอบหรือไม่
การรายงาน สามารถตรวจสอบการปฏิบัติงานย้อนหลังได้หรือไม่
ขอบเขตงาน หน้าที่ เวลา จุดประจำ และความรับผิดชอบระบุชัดหรือไม่

หากผู้ให้บริการสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ผู้ว่าจ้างก็จะเห็นภาพได้มากขึ้นว่าค่าบริการที่จ่ายครอบคลุมเพียงกำลังคน หรือรวมระบบสนับสนุนและควบคุมคุณภาพด้วย

ก่อนเริ่มบริการควรตกลงอะไรกับบริษัท รปภ. ให้ชัด?

ก่อนเริ่มงานจริง ควรมีการสำรวจพื้นที่และกำหนดความต้องการร่วมกัน ไม่ควรใช้รูปแบบบริการเดียวกับทุกสถานที่

อย่างน้อยควรระบุว่า

  1. พื้นที่ใดต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำ เพื่อไม่ให้เกิดจุดซ้ำหรือจุดที่ไม่มีผู้ดูแล
  2. ช่วงเวลาใดมีความเสี่ยงสูง เช่น เวลารับส่งสินค้า กลางคืน หรือวันหยุด
  3. เจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่อะไร เช่น ประจำประตู เดินตรวจ ควบคุมรถ หรือบันทึกผู้มาติดต่อ
  4. เมื่อพบเหตุจะรายงานใคร รวมถึงลำดับการประสานงาน
  5. ผู้ว่าจ้างใช้เกณฑ์ใดประเมินงาน เช่น กำลังครบ การเดินตรวจ หรือการส่งรายงาน

เมื่อรายละเอียดเหล่านี้ชัดเจน การประเมินคุณภาพบริการภายหลังก็จะยึดจากสิ่งที่ตกลงร่วมกันได้ ไม่ต้องใช้เพียงความรู้สึกว่า “ทำงานดีหรือไม่ดี”

หากอยู่ในขั้นตอนเปรียบเทียบผู้ให้บริการ สามารถใช้ วิธีเลือกบริษัท รปภ. ก่อนว่าจ้าง เพื่อพิจารณาคุณสมบัติของบริษัทต่อจากการตรวจรายละเอียดบริการที่ควรได้รับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ บริการของบริษัท รปภ.

ควรตรวจว่าผู้ให้บริการมีระบบกำลังสำรองและขั้นตอนจัดคนทดแทนอย่างไร โดยรายละเอียดเวลาและเงื่อนไขควรกำหนดตามข้อตกลงหรือสัญญาของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน

ขึ้นอยู่กับเหตุผลและเงื่อนไขของผู้ให้บริการ แต่บริษัทควรมีระบบรับเรื่อง ตรวจสอบปัญหา และดำเนินการแก้ไข หากพบว่าเจ้าหน้าที่ไม่เหมาะสมกับหน่วยงาน การเปลี่ยนบุคลากรอาจเป็นหนึ่งในแนวทางแก้ไข

การมีผู้ควบคุมงานช่วยให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำจุดสามารถตรวจสอบและแก้ไขได้เป็นระบบ ผู้ว่าจ้างจึงควรถามว่าบริษัทใช้วิธีใดในการควบคุมคุณภาพและใครเป็นผู้รับผิดชอบหน่วยงาน

ไม่ควรสรุปว่าบริษัทต้องรับผิดทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาข้อเท็จจริง ขอบเขตหน้าที่ และเงื่อนไขในสัญญา ผู้ว่าจ้างควรตรวจรายละเอียดเกี่ยวกับความรับผิดและการชดใช้ความเสียหายก่อนเริ่มบริการ

ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคา ควรเปรียบเทียบกำลังพล การฝึกอบรม ระบบควบคุมงาน กำลังทดแทน การรายงาน และเงื่อนไขบริการควบคู่กัน เพื่อให้ทราบว่าราคาที่แตกต่างกันครอบคลุมบริการอะไรบ้าง

สรุป บริการของบริษัท รปภ. ที่ดีต้องดูทั้งเจ้าหน้าที่และระบบ

บริการของบริษัท รปภ. ที่ดีไม่ควรสิ้นสุดเมื่อบริษัทส่งเจ้าหน้าที่เข้าประจำพื้นที่ แต่ควรมีระบบสนับสนุนตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การจัดกำลังทดแทน การแก้ไขข้อร้องเรียน การควบคุมโดยหัวหน้างานหรือสายตรวจ การฝึกอบรม ระบบรายงาน ไปจนถึงการกำหนดขอบเขตและความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ความคุ้มค่าจึงไม่ได้วัดจากค่าบริการต่ำที่สุด แต่ควรดูว่าสิ่งที่องค์กรได้รับสามารถรองรับความเสี่ยงของพื้นที่และช่วยให้การดูแลดำเนินต่อได้อย่างเป็นระบบหรือไม่

หากองค์กรกำลังเปรียบเทียบ บริการ รปภ. และต้องการประเมินจำนวนเจ้าหน้าที่ จุดปฏิบัติงาน หรือรูปแบบการดูแลให้เหมาะกับสถานที่ สามารถ ติดต่อ Number1 Security Guard เพื่อสอบถามรายละเอียดและประเมินความต้องการเบื้องต้นก่อนกำหนดขอบเขตบริการ

Start typing and press Enter to search

Shopping Cart