รปภ มีหน้าที่อะไรบ้าง ขอบเขตงานรักษาความปลอดภัยที่องค์กรควรรู้

รปภ มีหน้าที่อะไรบ้าง ขอบเขตงานรักษาความปลอดภัยที่องค์กรควรรู้

รปภ มีหน้าที่อะไรบ้าง

โรงงานแห่งหนึ่งต้องการ รปภ. 4 คน แต่เมื่อเริ่มกำหนดงานจริงกลับพบว่ามีทั้งประตูพนักงาน จุดรับรถขนส่ง ลานจอดรถ คลังสินค้า และพื้นที่ที่ต้องเดินตรวจในเวลากลางคืน ก่อนกำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่ องค์กรควรแยกภารกิจของแต่ละจุดให้ชัดเจนว่า รปภ มีหน้าที่อะไรบ้าง เช่น จุดใดต้องควบคุมคนเข้า–ออก จุดใดรับผิดชอบรถขนส่ง และพื้นที่ใดต้องเดินตรวจตามรอบ เพราะภารกิจที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จำนวนจุดควบคุม และช่วงเวลาปฏิบัติงาน ล้วนมีผลต่อจำนวนกำลังที่ต้องใช้

โดยทั่วไป หน้าที่ รปภ. ครอบคลุมการควบคุมบุคคลเข้า–ออก ตรวจสอบรถตามข้อกำหนดของพื้นที่ เฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ เดินตรวจตามจุดและรอบที่กำหนด ดูแลทรัพย์สินในขอบเขตที่รับผิดชอบ บันทึกข้อมูล รายงานเหตุ ประสานผู้เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามคำสั่งประจำจุด แต่รายละเอียดเหล่านี้ไม่ควรถูกกำหนดเหมือนกันทุกสถานที่ เพราะโรงงาน หมู่บ้าน สำนักงาน คลังสินค้า และโรงแรมมีรูปแบบความเสี่ยงต่างกัน

คำตอบสั้น: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ได้มีหน้าที่เพียงยืนประตูหรือเดินตรวจ แต่ทำงานเป็นกระบวนการตั้งแต่ “ป้องกัน → ควบคุม → ตรวจพบ → บันทึก → รายงานและตอบสนอง” องค์กรจึงควรกำหนดว่าใครเข้าออกได้ รถประเภทใดต้องตรวจ จุดใดต้องเดินตรวจ ต้องบันทึกข้อมูลอะไร และเมื่อพบเหตุผิดปกติต้องแจ้งใคร

พระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 มาตรา 41 กำหนดหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาตไว้ เช่นการรักษาความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินตามขอบเขตสถานที่และข้อกำหนดในสัญญาจ้าง รวมถึงการแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาหรือเชื่อว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น

รปภ มีหน้าที่อะไรบ้าง และทำไมแต่ละพื้นที่จึงกำหนดหน้าที่ต่างกัน

ปัญหาที่พบได้บ่อยเมื่อองค์กรเริ่มใช้บริการรักษาความปลอดภัย คือระบุในความต้องการเพียงว่า “รปภ. กลางวัน 2 คน กลางคืน 2 คน” โดยไม่ได้แจกแจงว่าทั้ง 4 คนต้องรับผิดชอบจุดใดบ้าง เมื่อเริ่มปฏิบัติงานจึงเกิดคำถามตามมา เช่น ใครตรวจรถส่งสินค้า ใครรับแลกบัตรผู้มาติดต่อ ใครเดินตรวจคลังสินค้า และหากเจ้าหน้าที่ประจำประตูออกเดินตรวจแล้วใครจะควบคุมทางเข้า

สาเหตุคือ หน้าที่ของ รปภ. ต้องสัมพันธ์กับลักษณะพื้นที่ ไม่ใช่กำหนดจากชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว ทางเข้า–ออก 1 จุดกับ 4 จุดใช้วิธีจัดกำลังต่างกัน เช่นเดียวกับโรงงานที่มีรถบรรทุกเข้าออกตลอดวันย่อมมีภารกิจต่างจากสำนักงานที่มีผู้มาติดต่อเป็นช่วงเวลา

อีกปัจจัยคือช่วงเวลาปฏิบัติงาน กลางวันอาจเน้นการควบคุมคน รถ ผู้รับเหมา และผู้มาติดต่อ ขณะที่กลางคืนอาจเพิ่มน้ำหนักไปที่การตรวจประตู หน้าต่าง พื้นที่เก็บทรัพย์สิน จุดเสี่ยง และการสังเกตความผิดปกติในพื้นที่ที่ไม่มีพนักงานประจำอยู่

หากเปรียบเทียบโรงงานกับหมู่บ้าน โรงงานมักให้ความสำคัญกับรถขนส่ง ผู้รับเหมา การนำทรัพย์สินเข้า–ออก และพื้นที่คลัง ส่วนหมู่บ้านมักเน้นรถลูกบ้าน ผู้มาติดต่อ บุคคลภายนอก พื้นที่ส่วนกลาง และการเข้า–ออกในช่วงกลางคืน ดังนั้นแม้จะใช้ตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” เหมือนกัน แต่รายละเอียดงานไม่ควรคัดลอกมาใช้ร่วมกันทั้งหมด

วิธีกำหนดหน้าที่และขอบเขตงานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ใช้ได้จริง

การตอบว่า รปภ ทำอะไรบ้าง ควรมองเป็นกระบวนการ ไม่ใช่รายการหน้าที่ที่แยกออกจากกัน เพราะการรักษาความปลอดภัยที่หน้างานจริงเริ่มตั้งแต่การป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเข้าสู่พื้นที่ ไปจนถึงการรายงานเมื่อพบเหตุ

1. ควบคุมบุคคลเข้า–ออกพื้นที่

จุดทางเข้าเป็นด่านแรกที่ช่วยให้องค์กรทราบว่าใครกำลังเข้าพื้นที่ หน้าที่อาจประกอบด้วยการตรวจสอบสิทธิ์ตามมาตรการของหน่วยงาน รับแลกบัตร บันทึกผู้มาติดต่อ ติดต่อผู้รับรอง หรือแนะนำเส้นทางไปยังพื้นที่ที่อนุญาต

องค์กรควรระบุให้ชัดว่า “ตรวจบุคคล” หมายถึงอะไร เช่นพนักงานใช้บัตรประจำตัว ผู้รับเหมาต้องมีรายชื่ออนุมัติล่วงหน้า ส่วนผู้มาติดต่ออาจต้องแลกบัตรและแจ้งหน่วยงานปลายทาง หากไม่กำหนดขั้นตอน เจ้าหน้าที่แต่ละคนอาจปฏิบัติไม่เหมือนกัน

2. ควบคุมและตรวจสอบรถตามข้อกำหนด

รถพนักงาน รถผู้มาติดต่อ รถผู้รับเหมา และรถขนส่งอาจต้องใช้ขั้นตอนต่างกัน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงต้องทราบว่ารถประเภทใดผ่านช่องทางใด ต้องบันทึกทะเบียนหรือเวลาเข้า–ออกหรือไม่ และเอกสารใดต้องตรวจตามขอบเขตที่องค์กรกำหนด

สำหรับโรงงานหรือคลังสินค้า การควบคุมรถอาจเชื่อมโยงกับการรับ–ส่งสินค้าและการนำทรัพย์สินออกจากพื้นที่ จึงต้องกำหนดขั้นตอนให้สอดคล้องกับฝ่ายคลัง ฝ่ายจัดซื้อ หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรให้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัดสินใจเรื่องทรัพย์สินโดยไม่มีหลักเกณฑ์จากผู้ว่าจ้าง

3. เฝ้าระวังและสังเกตสิ่งผิดปกติ

การเฝ้าระวังไม่ใช่การนั่งประจำจุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสังเกตเหตุการณ์ที่แตกต่างจากภาวะปกติ เช่นบุคคลอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต ประตูที่ควรปิดแต่เปิดอยู่ รถจอดผิดจุด ความเสียหายของรั้ว หรือเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย

จุดสำคัญคือองค์กรควรระบุว่าอะไรถือเป็น “ความผิดปกติที่ต้องรายงาน” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจได้ตามมาตรฐานเดียวกัน

4. ตรวจพื้นที่ตามจุดและรอบที่กำหนด

การเดินตรวจควรมีจุดหมาย ไม่ใช่เพียงเดินให้ครบเวลา ตัวอย่างจุดตรวจ ได้แก่ ประตู รั้ว พื้นที่เก็บทรัพย์สิน ลานจอดรถ อาคารที่ปิดใช้งาน หรือบริเวณที่องค์กรประเมินว่ามีความเสี่ยง

แต่ละรอบควรกำหนดว่าต้องตรวจอะไร เช่นสภาพประตู การล็อกพื้นที่ สิ่งกีดขวาง บุคคลที่ไม่ควรอยู่ในพื้นที่ หรือความผิดปกติอื่นตามข้อกำหนดของหน่วยงาน หากพบเหตุควรมีวิธีบันทึกและช่องทางรายงานที่ชัดเจน

5. ดูแลทรัพย์สินและพื้นที่ตามขอบเขต

คำว่า “ดูแลทรัพย์สิน” ไม่ควรตีความว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยต้องรับผิดชอบทรัพย์สินทุกชิ้นโดยไม่มีขอบเขต หน้าที่ควรระบุว่าพื้นที่ใดเป็นจุดรับผิดชอบ มีมาตรการควบคุมอะไร และเหตุประเภทใดต้องรายงาน

การเขียนงานให้ชัดจะช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างผู้ว่าจ้าง ผู้ให้บริการ และเจ้าหน้าที่หน้างาน

6. บันทึกข้อมูลการปฏิบัติงาน

ข้อมูลจากจุดรักษาความปลอดภัยมีประโยชน์ต่อการตรวจสอบย้อนหลัง เช่นเวลาเข้า–ออกของผู้มาติดต่อ เหตุการณ์ระหว่างกะ การส่งมอบงาน หรือสิ่งผิดปกติที่ตรวจพบ

พระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 มาตรา 26 ระบุถึงมาตรฐานของบริษัทรักษาความปลอดภัย ซึ่งรวมถึงระบบบันทึกเหตุการณ์ประจำวันเกี่ยวกับ การรักษาความปลอดภัย ภายในบริเวณหรือสถานที่ที่รับผิดชอบ

ดังนั้นแบบบันทึกไม่ควรมีไว้เพียงเพื่อให้มีเอกสาร แต่ควรกำหนดว่าข้อมูลใดจำเป็น ใครตรวจสอบ และเมื่อมีเหตุใดต้องส่งต่อทันที

7. รายงานและประสานงานเมื่อพบเหตุผิดปกติ

เมื่อพบเหตุ หน้าที่สำคัญไม่ใช่เพียง “แจ้งว่ามีปัญหา” แต่ต้องทราบลำดับการประสานงาน เช่นแจ้งหัวหน้างาน ผู้แทนลูกค้า ฝ่ายอาคาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐตามประเภทและความรุนแรงของเหตุ

ในกรณีที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม การรักษาสภาพพื้นที่และการประสานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจมีความสำคัญ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ควรดำเนินการเกินอำนาจหรือสร้างขั้นตอนขึ้นเองนอกเหนือจากกฎหมายและข้อกำหนดของพื้นที่

8. ปฏิบัติตามคำสั่งประจำจุด

หนึ่งหน่วยงานอาจมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หลายตำแหน่ง เช่นประตูหน้า ป้อมรถขนส่ง จุดรับผู้มาติดต่อ และเจ้าหน้าที่เดินตรวจ หากเขียนหน้าที่รวมเป็นเอกสารเดียวโดยไม่แยกจุด เจ้าหน้าที่อาจไม่ทราบว่าหน้าที่ใดเป็นความรับผิดชอบของตน

วิธีที่ใช้งานได้ดีกว่าคือกำหนด “จุด + หน้าที่ + เวลา + วิธีบันทึก + วิธีรายงาน” ให้สัมพันธ์กัน

จากลักษณะงานรักษาความปลอดภัยในพื้นที่องค์กร ปัญหามักไม่ได้เกิดจากไม่มีรายการหน้าที่ แต่เกิดจากรายการนั้นกว้างเกินไป เช่นเขียนเพียงว่า “ตรวจตราความเรียบร้อย” โดยไม่บอกว่าตรวจจุดใด ตรวจอะไร กี่รอบ และพบอะไรแล้วต้องแจ้งใคร

ตัวอย่าง รปภ มีหน้าที่อะไรบ้าง ในโรงงาน หมู่บ้าน สำนักงาน และพื้นที่ต่างกัน

รปภ มีหน้าที่อะไรบ้าง

ตารางนี้เป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นความแตกต่างของหน้าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในแต่ละสถานที่ ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว เพราะต้องปรับตามสภาพพื้นที่จริง

ประเภทพื้นที่ งานที่มักให้ความสำคัญ จุดที่ควรกำหนดให้ชัด
โรงงาน บุคคล รถขนส่ง ผู้รับเหมา ทรัพย์สิน คลังและรอบตรวจ ประตูรถบรรทุก เอกสารนำของออก รอบตรวจนอกเวลาผลิต
หมู่บ้าน ลูกบ้าน ผู้มาติดต่อ รถภายนอก พื้นที่ส่วนกลาง วิธีแลกบัตร การติดต่อบ้านปลายทาง ทางเข้า–ออก
สำนักงาน พนักงาน ผู้มาติดต่อ การเข้าอาคาร พื้นที่จำกัด เวลาเปิด–ปิด จุดรับแขก และสิทธิ์เข้าพื้นที่
คลังสินค้า รถรับ–ส่งสินค้า ทางเข้า–ออก และพื้นที่เก็บทรัพย์สิน ขั้นตอนรถขนส่ง จุดโหลดสินค้า และรอบตรวจ
โรงแรม ทางเข้า พื้นที่ส่วนกลาง ลานจอดรถ และเหตุรบกวน การประสานฝ่ายต้อนรับและการปฏิบัติต่อผู้เข้าพัก

สมมติโรงงานมีประตูหลัก 1 จุด ประตูรถบรรทุก 1 จุด และกำหนดให้เดินตรวจคลังสินค้ากับแนวรั้วทุก 2 ชั่วโมง หากมีเจ้าหน้าที่เพียง 1 คนต่อกะ จะเกิดช่วงเวลาที่ไม่สามารถประจำประตูและออกเดินตรวจได้พร้อมกัน ตัวอย่างนี้สะท้อนว่า การประเมินจำนวนเจ้าหน้าที่ควรเริ่มจากจำนวนจุด ภารกิจ และช่วงเวลาที่งานเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ใช่กำหนดจำนวนคนก่อนแล้วจึงค่อยแบ่งหน้าที่

ในทางปฏิบัติ ก่อน จ้างบริษัท รปภ. ควรตรวจสอบให้ชัดว่าพื้นที่มีทางเข้า–ออกกี่จุด จุดใดต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอดเวลา ช่วงใดมีคนหรือรถเข้า–ออกมาก และมีพื้นที่ใดต้องตรวจตามรอบ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาระงานจริง และใช้กำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่กับขอบเขตหน้าที่ให้สอดคล้องกับพื้นที่มากกว่าการประเมินจากขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว

ข้อควรระวังก่อนนำรายการหน้าที่ รปภ. ไปใช้จริง

ข้อผิดพลาดแรกคือคัดลอกรายการ หน้าที่ของยาม หรือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จากพื้นที่อื่นมาใช้ทั้งหมด โรงงาน 20 ไร่กับสำนักงาน 5 ชั้นอาจมีขนาดหรือจำนวนบุคลากรใกล้กัน แต่รูปแบบการควบคุมคน รถ และทรัพย์สินต่างกัน

ข้อผิดพลาดที่สองคือเพิ่มงานทุกอย่างให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยไม่พิจารณาว่างานนั้นเกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยหรือไม่ หากเจ้าหน้าที่ต้องทำงานอื่นจำนวนมากจนไม่สามารถเฝ้าระวัง ประจำจุด หรือเดินตรวจได้ ภารกิจหลักอาจได้รับผลกระทบ

ข้อผิดพลาดที่สามคือมีรอบตรวจแต่ไม่มีเกณฑ์ตรวจ เช่นสั่งให้เดินทุก 2 ชั่วโมง แต่ไม่ได้ระบุจุดและสิ่งที่ต้องสังเกต การเดินตรวจจึงกลายเป็นการทำให้ครบรอบมากกว่าการค้นหาความผิดปกติ

ข้อผิดพลาดที่สี่คือไม่มีขั้นตอนเมื่อพบเหตุ เจ้าหน้าที่อาจรู้ว่าต้องรายงาน แต่ไม่ทราบว่ารายงานใคร ช่องทางใด และกรณีใดต้องเร่งด่วน ดังนั้น ขอบเขตงาน รปภ. ที่ดีควรครอบคลุมตั้งแต่การตรวจพบไปจนถึงการส่งต่อข้อมูล

บางองค์กรอาจมองว่าการกำหนดหน้าที่ละเอียดเกินไปทำให้การทำงานไม่ยืดหยุ่น ซึ่งมีส่วนจริง หากเขียนทุกสถานการณ์เป็นข้อบังคับตายตัว แต่ทางแก้ไม่ใช่การเขียนหน้าที่ให้กว้างจนตีความได้เอง ควรกำหนดหน้าที่หลัก จุดควบคุม ลำดับการรายงาน และขอบเขตอำนาจให้ชัด พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการปฏิบัติตามสถานการณ์ภายใต้คำสั่งของผู้รับผิดชอบ

ขอบเขตงานที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารยาวที่สุด แต่ต้องทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผู้ว่าจ้าง และหัวหน้างานตอบคำถามเดียวกันได้ว่า “ใครต้องอยู่ตรงไหน ทำอะไร ตรวจอะไร บันทึกอะไร และเมื่อพบเหตุจะรายงานใคร”

นอกจากขอบเขตหน้าที่แล้ว องค์กรควรพิจารณา คุณสมบัติ รปภ. ให้เหมาะกับลักษณะพื้นที่และงานที่ได้รับมอบหมายด้วย เช่น ความรับผิดชอบ วินัย การสื่อสาร และความพร้อมในการปฏิบัติงาน เพราะแต่ละจุดอาจต้องการความสามารถและลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน

ก่อนจัดจ้างจึงควรสรุปอย่างน้อย 8 ข้อมูล ได้แก่ ประเภทสถานที่ ทางเข้า–ออก จำนวนคนและรถ จุดที่ต้องประจำ จุดเดินตรวจ ชั่วโมงปฏิบัติงาน จำนวนกะ และงานเพิ่มเติมที่ต้องการ จากนั้นจึงประเมินจำนวนกำลังที่เหมาะสม

สำหรับองค์กรในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่กำลังวางขอบเขตงาน สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการประเมิน บริการจัดหา รปภ. สำหรับองค์กร เพื่อให้จำนวนเจ้าหน้าที่สัมพันธ์กับจุดปฏิบัติงานและภารกิจจริง แทนการกำหนดจำนวนคนก่อนแล้วค่อยแบ่งงานภายหลัง

สรุป: รปภ มีหน้าที่อะไรบ้าง และทำไมต้องกำหนดหน้าที่ให้ชัดก่อนกำหนดจำนวนคน

เมื่อถามว่า หน้าที่และความรับผิดชอบ รปภ. มีอะไรบ้าง คำตอบไม่ได้จบที่การยืนประตู เดินตรวจ หรือดูแลทรัพย์สิน แต่เป็นกระบวนการตั้งแต่ควบคุมการเข้า–ออก เฝ้าระวัง ตรวจพบความผิดปกติ บันทึก รายงาน และประสานงานตามขอบเขตที่กำหนด

สิ่งสำคัญสำหรับองค์กรคืออย่าเริ่มจากคำถามว่า “ต้องการ รปภ. กี่คน” เพียงอย่างเดียว แต่ควรถามว่า “พื้นที่ของเราต้องให้ รปภ. ทำอะไรบ้าง” เมื่อกำหนดจุด หน้าที่ กะ รอบตรวจ วิธีบันทึก และขั้นตอนเมื่อเกิดเหตุได้ชัดเจน จึงสามารถประเมินจำนวนกำลังและรูปแบบบริการได้ใกล้เคียงกับหน้างานจริงมากขึ้น

หากกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ เปลี่ยนผู้ให้บริการ หรือปรับขอบเขตงาน ควรเตรียมข้อมูลประเภทสถานที่ ทางเข้า–ออก จำนวนคนและรถ จุดประจำ รอบตรวจ และเวลาปฏิบัติงาน เพื่อใช้ประเมินจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและหน้าที่ของแต่ละจุดก่อนขอข้อเสนอจากผู้ให้บริการ

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q1: รปภ มีหน้าที่อะไรบ้าง ต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน?

A: หน้าที่ขึ้นอยู่กับจุดปฏิบัติงาน แต่โดยทั่วไปประกอบด้วยการควบคุมบุคคลและรถ เฝ้าระวังพื้นที่ เดินตรวจ บันทึกเหตุการณ์ รายงานสิ่งผิดปกติ และประสานผู้เกี่ยวข้องตามขั้นตอนของสถานที่นั้น

Q2: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องตรวจรถทุกคันหรือไม่?

A: ไม่ควรกำหนดแบบเหมารวม ต้องดูมาตรการของพื้นที่และประเภทของรถ เช่นรถพนักงาน รถผู้มาติดต่อ และรถขนส่งอาจใช้ขั้นตอนต่างกัน องค์กรควรกำหนดวิธีตรวจและข้อมูลที่ต้องบันทึกให้ชัดก่อนเริ่มงาน

Q3: การเดินตรวจของ รปภ. ควรตรวจอะไร?

A: ควรกำหนดตามความเสี่ยง เช่นประตู รั้ว พื้นที่เก็บทรัพย์สิน ลานจอดรถ หรือจุดที่ไม่มีพนักงานประจำ พร้อมระบุสิ่งที่ต้องสังเกต วิธีบันทึก และขั้นตอนรายงานเมื่อพบความผิดปกติ

Q4: รปภ. โรงงานกับ รปภ. หมู่บ้านมีหน้าที่เหมือนกันหรือไม่?

A: หน้าที่พื้นฐานบางส่วนเหมือนกัน เช่นควบคุมการเข้า–ออกและเฝ้าระวัง แต่รายละเอียดต่างกัน โรงงานอาจเน้นรถขนส่ง ผู้รับเหมาและทรัพย์สิน ส่วนหมู่บ้านเน้นลูกบ้าน ผู้มาติดต่อ รถภายนอก และพื้นที่ส่วนกลาง

Q5: องค์กรควรกำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากอะไร?

A: ควรประเมินจากจำนวนทางเข้า–ออก จุดที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำ ปริมาณคนและรถ รอบตรวจ ชั่วโมงทำงาน จำนวนกะ และภารกิจที่เกิดพร้อมกัน ไม่ควรใช้ขนาดพื้นที่หรือจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เคยใช้เพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. พระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 — ใช้อ้างอิงนิยามธุรกิจรักษาความปลอดภัย มาตรฐานระบบบันทึกเหตุการณ์ และหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต โดยเฉพาะมาตรา 26, 39 และ 41 (โรงพักผุ้งแดด)
  2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรักษาความปลอดภัย – สำนักงานตำรวจแห่งชาติ — ใช้ตรวจสอบพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น การอนุญาตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย การอนุญาตประกอบธุรกิจ และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการฝึกอบรม (ตำรวจนนทบุรี)

Start typing and press Enter to search

Shopping Cart